การต่อสู้ชิงบัลลังก์ในเงามืดของเจ้าชายไร้ค่าสุดแกร่ง (Saikyou Degarashi Ouji no An’ yaku Teii Arasoi ) 55
แม้ว่าฉันกับลีโอจะถูกมอบหมายงานให้ทำ, แต่พวกเราก็ไม่ได้รีบออกจากเมืองหลวงในทันที
แน่นอนว่า, มีสิ่งที่ต้องเตรียมการเอาไว้ก่อนแต่ในกรณีของฉัน, มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านพี่ด้วย
ดังนั้นในตอนนี้, พวกเราจึงทำทุกสิ่งที่ทำได้ในช่วงระยะเวลาที่พวกเรามีอยู่
ลีโอออกไปเจรจากับผู้มีอิทธิพลและเชื้อเชิญพวกเขามาเป็นผู้สนับสนุนของเรา
ในขณะเดียวกัน, ฉันก็ออกไปเจรจากับตัวแทนของบริษัทอะจิน
“เธอเป็นคนแบบไหนหรอ?”
“เธอเป็นคนดีค่ะ”
“ข้าไว้วางใจกับคำว่าคนดีของฟีเน่ไม่ได้นะ”
“ไว้วางใจไม่ได้หรอคะ!?”
เหมือนกับตกใจในสิ่งที่ฉันพูด, ฟีเน่พูดโพล่งออกมา
แต่นี่เป็นความจริง สำหรับฟีเน่กับลีโอ, ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ถือว่าเป็นคนดีกันทั้งนั้น
พวกเขามองข้อดีในตัวของผู้คนมากกว่าข้อเสีย
พวกเขาคือขั้วตรงข้ามของฉัน ยกตัวอย่างเช่นท่านพี่เทรา, ถ้าเป็นสองคนนี้คงจะมองส่วนดีๆของเขาก่อนในขณะที่สิ่งแรกที่ฉันจะสังเกตก็คือความอ้วนของเขา นี่อาจจะเป็นข้อแตกต่างกันไปตามแต่ละคน
แต่ก็น่าเศร้าที่, มุมมองแบบของฉันนั้นจะช่วยให้ใช้ชีวิตในโลกนี้ได้ง่ายกว่า
นี่คือสาเหตุที่ฉันรู้สึกกังวลเกี่ยวกับคนที่พวกเขาพาเข้ามาเป็นพวกด้วย
“ยินดีต้อนรับค่ะ องค์ชาย, ท่านพี่เน่ ตัวแทนของเรากำลังรออยู่ด้านในค่ะ”
“ข้าได้ฟังมาก่อนหน้านี้แล้วแต่เลขาเป็นเอลฟ์จริงๆสินะ นี่เจ้าเป็นไงมาไงถึงมาทำงานกับบริษัทอะจินได้?”
เลขาเอลฟ์เป็นคนที่ทักทายพวกเราที่หน้าห้อง
ฉันได้ยินมาจากฟีเน่แล้วแต่นี่ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องแปลกอยู่ดี
โดยปกตินั้น, เอลฟ์จะอาศัยอยู่หมู่บ้านลับที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศ
หมู่บ้านของพวกเขาถูกปิดผนึกด้วยบาเรียล้อมรอบหมู่บ้านดังนั้นพวกเอลฟ์จึงไม่ค่อยออกจากหมู่บ้านของพวกเขา มีหลายคนที่เคยได้ยินเกี่ยวกับพวกเขาแต่มีอยู่น้อยคนนักที่เคยได้เจอเอลฟ์ตัวเป็นๆ
อายุยืนและมีหน้าตาดี, ฉันเคยได้ยินมาว่าผู้อาวุโสของพวกเขานั้นมีอายุเกินพันปีแล้ว
แค่การที่เอลฟ์คนนึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับคนนอกหมู่บ้านมากมายขนาดนี้ก็มากพอที่จะสร้างความประหลาดใจได้แล้ว นอกจากนี้, มันยิ่งอยากที่จะเชื่อว่าเอลฟ์แบบเธอกำลังทำงานเป็นเลขาให้บริษัทของแวมไพร์
“พวกเราชาวเอลฟ์นั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่รักสันโดษจริงๆค่ะ มันคือลักษณะทางเผ่าพันธุ์ของเรา แต่ว่า, ข้าอยากจะเห็นผู้คนจากภายนอก ข้านั้นเป็นเอลฟ์ที่ผิดแปลกจากคนอื่น นี่คือสาเหตุที่ข้าถูกหมู่บ้านของตัวเองทอดทิ้งและออกเดินทางสู่โลกภายนอก แต่ว่าโลกภายนอกนั้นโหดร้ายกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มาก ในตอนนั้นเอง, ตัวแทนของเราก็ได้จ้างข้าเข้ามาในบริษัทนี้ บริษัทนี้คือสถานที่ที่รวบรวมกึ่งมนุษย์อย่างตัวข้าค่ะ”
“ฟังดูเป็นเรื่องราวที่ดีไม่ใช่หรอคะ ท่านอัล”
“ถ้าไม่ใช่เรื่องแต่งหล่ะก็นะ”
ฟีเน่มองฉันด้วยสายตาประมาณว่า, ท่านพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง, แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจ
หลังจากได้ฟังคำพูดของฉัน, เลขาเอลฟ์ก็เหลือบมองฉันเล็กน้อย ด้วยทัศนคติที่ดูไม่ค่อยพอใจนี้, มันเหมือนกับเอลฟ์กำลังบอกว่า, ‘ข้าจะปล่อยให้เป็นไปตามดุลยพินิจของท่านแล้วกันนะคะ, ไม่ว่าองค์ชายจะเชื่อหรือไม่, ข้าก็ขอถอยค่ะ’
ดูเหมือนว่าเธอจะพูดความจริงสินะ
“ข้าขอโทษด้วยนะ”
พอพูดจบ, ฉันก็เดินเข้าไปในห้องของตัวแทน
และนี่เองก็เป็นตอนที่เกิดเรื่องบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากที่ฉันได้ยินมา
“เป็นเกียรติที่ได้พบค่ะ, องค์ชายอาร์โนลด์ ข้าชื่อยูริยะ, ตัวแทนของบริษัทอะจิน”
ผมหยักศกสีเงินที่ปล่อยเอาไว้ปะบ่าอย่างลวกๆ
ดวงตาสีแดงที่เหมือนอัญมณีของเธอกำลังมองมาที่ฉันด้วยความสนใจ
ความสวยของเธอนั้นสมกับเป็นแวมไพร์จริงๆ ผิวหนังสีขาวของเธอทำให้ฉันหวนนึกถึงพวกแวมไพร์ที่ฉันเจอทางตะวันออก ในตอนที่ฉันนึกถึงเจ้าพวกนั้น, ฉันก็พลอยนึกถึงร่างของฟีเน่ที่ร่วงลงมาจากหอนาฬิกา
ตอนนี้สีหน้าของฉันอาจจะดูค่อนข้างไม่พอใจอยู่ดังนั้นยูริยะจึงยิ้มออกมาอย่างเจื่อนๆแล้วก้มศรีษะของเธอ
“ข้าไม่มีความเกี่ยวข้องกับพวกเขาเลยซักนิดค่ะแต่ได้โปรดขอให้ข้าได้ขอโทษแทนสำหรับสิ่งที่พี่น้องคู่นั้นทำด้วยนะคะ ข้าขอโทษด้วยจริงๆ”
“……ข้าทำตัวเสียมารยาทเองหล่ะ ข้าคือเจ้าชายลำดับเจ็ด, อาร์โนลด์ เลคส์ แอดเลอร์”
ฉันไม่สามารถทำลายเส้นสายที่ฟีเน่ออกไปหามาเพื่อฉันได้
ฉันรีบขอโทษและนั่งลงด้วยกันกับฟีเน่ในทันที
“องค์ชาย ครั้งนี้ท่านมีธุระอะไรกับพวกเราหรอคะ?”
“ข้าขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันนะ เจ้าวางแผนจะใช้งานฟีเน่ยังไงบ้าง?”
‘ข้าอยากขอยืมชื่อของท่านฟีเน่’
นี่คือข้อเสนอของเธอในการร่วมมือกับพวกเรา
ถ้าความคิดของฉันถูกต้องขั้นแรกเธอน่าจะเริ่มด้วยการขายสินค้าของตัวเองในเมืองหลวงของจักรวรรดิในเร็วๆนี้
“เริ่มด้วยการถามว่าพวกเราวางแผนจะใช้งานเธอยังไงแบบนี้มันค่อนข้างหยาบคายไม่ใช่หรอคะ, องค์ชาย”
“ไม่ต้องพูดแบบเป็นทางการหรอก พูดธรรมดาก็ได้ ฟังเจ้าพูดแบบนั้นทำให้ข้ารู้สึกอึดอัดนะ”
“อุ๊ย, จะดีหรอคะ? ข้าอุตส่าห์เข้าโหมดจัดการกับลูกค้าเชื้อพระวงศ์เลยนะเนี่ย”
“ข้าไม่ใช่ลูกค้าของเจ้า พวกเราเป็นคู่หูทางธุรกิจเพราะฉะนั้นหยุดใช้เสียงสองได้แล้ว”
“โอเคค่ะ, ถ้างั้นข้าหยุดก็ได้ แบบนี้มันง่ายกว่าสำหรับข้าเหมือนกัน”
พอพูดจบ, ยูริยะก็เผยรอยยิ้มมีเสน่ห์
นี่คือรอยยิ้มจากคนค้าคนขายส่วนใหญ่แต่รอยยิ้มนี้ไม่ได้มาจากใจจริงๆ
ด้วยการค่อยๆตะล่อมอีกฝ่ายทีละน้อย, ก่อนที่จะรู้ตัวพวกเขาก็ล้วงจนหมดกระเป๋าแล้ว
ยูริยะเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
“พวกเรากำลังพูดถึงวิธีการใช้งานฟีเน่อยู่สินะคะว่าแต่…..ท่านคิดเห็นยังไงหรอคะ?”
“อย่าตอบคำถามด้วยคำถามสิ”
“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่คะ ข้าเองก็สงสัยเหมือนกันว่าเจ้าชายไร้ค่าจะไปได้ไกลแค่ไหน”
“ถ้าเจ้ารู้ฉายาของข้าก็น่าจะพอเข้าใจอยู่แล้วนี่ มันเป็นแบบนั้นจริงๆเพราะข้าไร้ความสามารถจนพวกเขาเรียกข้าว่าเจ้าชายไร้ค่าไม่ใช่รึไง”
หลังจากการโต้ตอบอย่างจริงจัง, ยูริยะก็เหลือบมองฟีเน่
ซวยหล่ะ
ในตอนที่ฉันคิดแบบนั้น, มันก็สายเกินไปแล้ว
ยูริยะแสยะยิ้ม
“ถึงแม้ว่าท่านจะบอกว่าตัวเองไร้ความสามารถ, แต่ดูเหมือนฟีเน่จะไม่ได้มีอาการตื่นตระหนกเลยนะคะ เอาจริงๆ, ข้ากลับรู้สึกว่าเธอเชื่อใจท่านอย่างเต็มที่ด้วยซ้ำไม่ใช่หรอ?
“เอ๋? ค, คือว่า……”
“เจ้าน่าจะวางแผนโฆษณาสิ้นค้าโดยให้ฟีเน่เป็นคนใช้และถ้าเป็นไปได้ก็จะเอาภาพของเธอไปตั้งที่ร้านของเจ้าด้วยใช่ไหม”
เนื่องจากเธอสังเกตุเห็นปฏิกิริยาของฟีเน่แล้ว, การหลอกลวงเธอก็ไม่ได้ผลอีกต่อไป
เพื่อให้การสนทนาเดินหน้าไปได้, ฉันก็เลยบอกแผนธุรกิจที่ฉันคิดขึ้นมาให้เธอฟัง
พอได้ยินแผนนั้น, ยูริยะก็ดูค่อนข้างประหลาดใจ
“นี่มันน่าประหลาดใจอยู่นะคะ….ข้าคิดว่าท่านแกล้งทำตัวให้ดูไร้ค่าแต่ว่าท่านกลับฉลาดกว่าที่ข้าคิดเอาไว้ซะอีก เขาว่ากันว่าเหยี่ยวที่ฉลาดจะซ่อนขาของมันเอาไว้, ดูเหมือนว่ามันจะเป็นแบบนั้นจริงๆสินะ”
“มันก็ไม่ใช่ว่าข้าแกล้งทำหรือปกปิดอะไรหรอก ก็แค่ข้าแสดงให้ผู้คนเห็นว่าข้าไม่มีความมุ่งมั่นในเรื่องอะไรเลย, ผู้คนก็เลยเริ่มพูดกันไปเองว่าข้าเป็นแบบนั้น”
“แล้วตอนนี้มันแตกต่างกันยังไงหรอคะ?”
“ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะทำให้น้องชายของข้าได้เป็นจักรพรรดิ น้องชายของข้าเป็นคนคล้ายๆฟีเน่, พวกเขาซื่อเกินกว่าที่จะอาศัยอยู่ในโลกแบบนี้ นี่คือสาเหตุที่ข้าต้องปกป้องพวกเขา ข้ามีหน้าที่วางแผนและเจรจา ใครก็ตามที่คิดจะมาหลอกใช้ลีโอหรือฟีเน่, ข้าจะขยี้คนๆนั้นซะ”
“……ข้าจะจำใส่ใจเอาไว้ค่ะ”
ฉันจ้องยูริยะด้วยความตั้งใจที่จะตรวจสอบเธอ
เธอคงจะรู้สึกหวั่นไหวกับตัวแปรที่ไม่รู้จักนี้อยู่พอสมควรเนื่องจากท่าทีของเธอเริ่มดูกังวลเล็กน้อย
เมื่อเห็นแบบนี้, ฉันจึงคลายความตึงเครียดและถามเธอด้วยน้ำเสียงปกติ
“สรุปแล้ว? เจ้าวางแผนจะใช้งานฟีเน่ยังไงบ้าง?”
“…..ส่วนใหญ่ก็เหมือนกับที่ท่านว่ามาค่ะ พวกเราวางแผนจะใช้เธอขายเครื่องสำอางของเราก่อน เครื่องสำอางที่เจ้าหญิงนกนางนวลสีน้ำเงินใช้ด้วยตัวเองจะต้องขายหมดหน้าร้านได้อย่างแน่นอน”
“เข้าใจหล่ะ ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของบริษัทอะจินจะถูกลบล้างด้วยเรื่องนั้นเหมือนกันสินะ แล้วมีความเป็นไปได้ไหมว่าเจ้าจะมาตั้งร้านข้างในเมืองหลวงของจักรวรรดิอย่างเป็นทางการด้วยเรื่องนี้?”
“ช่วยหยุดพูดเหมือนกับว่าพวกเราได้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้อยู่ฝ่ายเดียวได้ไหมคะ ทางเราเองก็ทำในส่วนของเราอย่างเหมาะสมค่ะ”
“ก็ได้, ถ้างั้นมาพูดเรื่องอนาคตกันดีกว่า ก่อนอื่น, ช่วยทำลายธุรกิจที่ทำงานให้กับศัตรูของพวกเราให้หน่อย ถ้าพวกเราสามารถตัดท่อน้ำเลี้ยงของพวกเขาได้การเคลื่อนไหวของพวกเขาก็จะถูกจำกัด”
พอได้ยินฉันพูดเหมือนกับว่ามันเป็นงานง่ายๆ, ยูริยะก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
ก็นะ, มันเป็นปฏิกิริยาที่ถูกต้องแล้วหล่ะ
ทุกธุรกิจที่ร่วมมือกับขุมอำนาจอื่นนั้นล้วนเป็นธุรกิจใหญ่ที่ฝังรากลึกอยู่ในเมืองหลวงของจักรวรรดิกันทั้งนั้น การขยี้พวกเขาแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
“เอาเป็นว่าโจมตีพวกเขาให้หนักๆจนไม่สามารถร่วมมือกับขุมอำนาจของศัตรูได้อีกจะดีกว่านะคะ…..พวกเราทำให้เขาตายไปครึ่งนึงแทนจะได้ไหมคะ?”
“ไม่, เจ้าต้องไปไกลกว่านั้นหน่อย อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขาตายไปซักสามส่วนสี่”
“นั่นแทบจะเรียกว่าเอาให้ตายสนิทเลยไม่ใช่หรอคะ…..เอาเถอะ, พวกเราจะทำเท่าที่ทำได้แล้วกันค่ะ แล้วเรื่องเงินทุน, ท่านต้องการเท่าไหร่คะ?”
“ตอนนี้พวกเรายังไม่ต้องการ แต่ถ้าเวลามาถึง, แค่เตรียมจำนวนเท่าที่จำเป็นสำหรับพวกเราก็พอ”
“ท่านคิดว่าเงินมันงอกขึ้นมาเองได้หรอคะ? ถ้าจู่ๆท่านต้องการเงินจำนวนมหาศาลขึ้นมา, มันก็ไม่ใช่ว่าพวกเราจะหามาให้ท่านได้ในทันทีนะคะ”
“ข้ารู้ แต่ข้าก็ยังจะบอกให้เจ้าทำ”
ยูริยะส่ายหัวให้กับคำขอที่โหดร้ายสุดๆของฉัน
แต่ในท้ายที่สุดแล้ว, เธอก็พยักหน้า
ถ้าเธอไม่สามารถรับคำขอแบบนั้นได้, เธอก็จะไม่สามารถยืมตัวฟีเน่ได้
“ให้ตายเถอะ…..ดูเหมือนว่าข้าจะไปยืมมือขุมอำนาจที่บ้าสุดโต่งเข้าแล้วสินะคะ”
“ถ้าเจ้าเคืองก็ไปลงที่ฟีเน่ได้เลยนะ”
“ไม่มีทางหรอกค่ะ ข้าจะไปเกลียดสาวน้อยน่ารักแบบนี้ลงได้ยังไงกัน ถ้าข้าจะเคืองข้าจะเอามันไปลงที่ท่านค่ะ”
“ตามใจเจ้าแล้วกัน เอาหล่ะ, ไปกันเถอะฟีเน่”
“อ้ะ, ด, ได้ค่ะ!”
ฟีเน่ที่กำลังเพลิดเพลินกับน้ำชากับขนมรีบกินพวกมันอย่างลุกลี้ลุกลนและเริ่มเตรียมตัวกลับ
พอเห็นท่าทีแบบนั้น, ยูริยะก็รู้สึกเปรี้ยวปาก
“ไม่เห็นต้องรีบร้อนขนาดนั้นเลยนี่คะ”
“น่าเสียดายที่พวกเรามีหลายเรื่องต้องทำ เตรียมสินค้าของเจ้าให้พร้อมก็พอ พวกเราจะติดต่อเจ้าไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม”
“หึ นี่, อาร์โนลด์ ถ้าเจ้าบอกว่าอยากได้ความช่วยเหลือของข้าจริงๆข้าก็สามารถให้ได้หมดเลยนะรู้ไหม? ถ้าข้าเป็นคนพูด, กึ่งมนุษย์แทบทุกคนจะอยู่ฝั่งเดียวกับเจ้านะ”
“ข้าอาจจะขอให้เจ้าทำแบบนั้นในตอนที่เวลามาถึง แต่นี่ยังไม่ใช่เวลานั้นเพราะข้าไม่รู้ราคาที่ต้องจ่ายเพราะฉะนั้นตอนนี้ข้าขอปฏิเสธไปก่อนนะ”
ในขณะที่ถูกจ้องด้วยสายตายั่วยวนของยูริยะ, ฉันก็บอกปักคำเชิญของเธอ
ด้วยเหตุผลบางประการ, ฉันสัมผัสถึงความชั่วร้ายได้จากผู้หญิงคนนี้
เธอไม่ได้ทำให้รู้สึกไม่ดีแต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเหมือนกัน
เธอให้ความรู้สึกเหมือนแมวขี้สงสัยอย่างบอกไม่ถูก
มันรู้สึกเหมือนกับว่าเธอจะพาฉันไปยังสถานที่ที่ฉันไม่อยากไป
มันไม่มีปัญหาอะไรหรอกถ้าฉันไม่มีอะไรให้ปกปิดแต่น่าเสียดายที่ฉันมีเต็มเลยหล่ะ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอเป็นแม่ค้าที่เก่งแต่ฉันต้องพูดเลยว่าสำหรับตอนนี้ขออยู่ห่างจากเธอให้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้จะดีกว่า
ด้วยความมุ่งมั่นนี้, ฉันก็แยกกับยูริยะ
Comments