Dungeon Defense (WN) 341 ใจกลางจักรวรรดิ(1)
บทที่ 341 -ใจกลางจักรวรรดิ(1)
“กองกำลังฝ่ายศัตรูมารวมพลกันที่ทรานซิเวเนียแล้วครับ ”
“ท่านผู้บัญชาการ , ในหมู่พวกนั้นมีราชองค์รักษ์ด้วยครับ ”
“แม้จะไม่ใช่จำนวนที่แน่ชัด แต่เราเชื่อว่า พวกนั้นมีอย่างน้อยก็เกือบ 17,000 นาย ”
ในค่ายทหาร
จอมมารสี่ตนและเจ้าหน้าที่ทหารปีศาจเกือบสิบห้านายยืนล้อมรอบโต๊ะ ตัวตนผู้มีตำแหน่งสูงที่สุดในบรรดาพวกเขาพูดกับตัวเอง
“อัศวินทั้งสองฝ่ายนั่น ……. พวกแดงขาวอย่างนั้นรึ ?”
แววตาที่รอบคอบของมาร์บาสกวาดไปทั่วแผนที่ จอมมารของฝ่ายเป็นกลางที่ยืนอยู่เคียงข้างเขาได้แต่ยักไหล่
“ครั้งหนึ่งพวกนั้นเคยเป็นที่รู้จักกันในนามภาคีอัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งทวีป
มาวันนี้กองพันกุหลาบแห่งบริททานี่ล่มสลายลงแล้ว การที่พวกเขาจะเรียกขานตนว่าเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็ไม่ผิดอะไร ”
“อืมมม”
ดวงตาสีเทาอ่อนไม่ได้เผยอารมณ์ใดๆ มันเพียงแต่จับจ้องมองไปที่บางสิ่งเท่านั้น
จอมมารฝ่ายเป็นกลางทั้งหลายรู้สึกราวกับเดินเข้าไปในป่าที่แสบสุขสงบยามที่สบตากับมาร์บาส
ไม่มีอารมณ์ใดๆเจืออยู่ หากแต่กระจ่างชัด ความสงบนิ่งนั้นเข้มข้นยิ่งกว่าความรู้สึกเร่าร้อนใจ การที่จอมมารทั้งหลายรู้สึกเช่นนั้นก็มีแต่ต้องลอบขอบคุณมาร์บาสอยู่ในใจ
นั่นเป็นสาเหตุเดียวที่จอมมารทั้งหลายยอมมารวมกลุ่มเป็นฝ่ายกลาง
ไม่ใช่เพราะความชอบธรรมของฝ่ายเป็นกลางเพียงอย่างเดียวหรอก
พวกเขาต่างประทับใจในบุคลิกท่าทางของมาร์บาส ผู้ผ่านกาลเวลาและยุคสมัยโดยไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึง…….
ก่อนที่พวกนั้นจะทันรู้ตัว มาร์บาสก็เฝ้าจับจ้องพวกเขาอยู่สักพักแล้ว
“เพอสัน(Purson), ท่านมีอะไรอยากจะถามข้าอย่างนั้นหรือ? ”
“อ่าาา”
ให้ตายเถอะ, จอมมารฝ่ายเป็นกลางแอบตำหนิตนเองในใจ
เขาเผลอจ้องหน้ามาร์บาสนานเกินไป
เพอสันรีบคิดหาคำแก้ตัว แต่ทันใดนั้นเองก็ตัดสินใจที่จะตอบกลับไปตามตรง
“ข้าได้แต่นับถือที่ท่านยังสามารถสงบนิ่งเช่นนี้อยู่ได้,ท่านผู้บัญชาการ ”
“พวกเราได้ถอนรากถอนโคนกองพันกุหลาบของบริททานี่กันไปแล้วมิใช่หรือ? ”
“นั่นเป็นตอนที่พวกเราเคลื่อนไปกับกองทัพจอมมารทั้งกองทัพครับ แต่เทียบกับตอนนี้แล้ว มีแค่พวกเราที่อยู่แนวหน้า ”
จักรวรรดิฮับบวร์ก ณ ตอนนี้มีความขัดแย้งขึ้นที่ชายแดนของเครือจักรภพโพลิช-ลิทัวร์เนีย
สาเหตุนั่นก็เพราะ การระดมกองทัพเสี้ยวจันทราครั้งที่ 8
หลังจากยึดจักรวรรดิฮับบวร์กได้แล้ว , กองกำลังฝ่ายเป็นกลางก็เปลี่ยนเส้นทางแล้วหันไปรุกรานเครือจักรภพโพลิช-ลิทัวร์เนีย
ถึงแม้จะไม่ได้รับผลสำเร็จมากมายใดๆนัก หากแต่พวกเขาก็สามารถจับตัวเค้าท์พาลาทีนได้ ห้าคน
มาร์บาสรุกรานเครือจักรภพแห่งนั้นด้วยเหตุผลทางการเมืองล้วนๆ
แต่เดิมนั้น เขาไม่ปรารถนาที่จะให้ฝ่ายที่ราบได้ ‘บทบาทเด่น’ ไปครองเพียงผู้เดียว
มันก็ไม่ผิดเท่าใดนักหากจะกล่าวว่า กองทัพพันธมิตรเสี้ยวจันทราครั้งที่ 8 นั้นเป็นเวทีแสดงเดี่ยวของฝ่ายที่ราบ
แต่หากพูดให้ชัดยิ่งกว่าน นั่นเป็นเวทีที่กำกับ,เลือกนักแสดง และจัดแสดงขึ้นโดยดันทาเลี่ยน
มันจะเป็นอะไรที่ยิ่งเสี่ยงเป็นอย่างมากหากจะปล่อยให้ฝ่ายที่ราบได้รับคะแนนความนิยมมากล้นในโลกปีศาจ
มีความเป็นไปได้สูงมากที่ประชาชนในโลกปีศาจจะเริ่มวิพากย์วิจารณ์กลุ่มอื่น
ฝ่ายอื่นมันมัวไปทำอะไรอยู่ขณะที่ฝ่ายที่ราบตั้งใจรบจนเสียเลือดเสียเนื้อไปมากมายแล้ว ?
ถึงพวกเขาจะเรียกตัวเองว่า เป็นฝ่ายเป็นกลางก็จริง แต่ชาวปีศาจก็อาจจะมองว่า พวกเขานั้นเป็นกลุ่มที่ฉกชิงฉวยผลประโยชน์ของผู้อื่นไปโดยไม่ลงทุนอะไรเลยแม้แต่น้อย
มาร์บาสจึงต้องทำการรุกรานเครือจักรภพเพื่อเลี่ยงข้อกล่าวหานั้น
เมื่อข้อสรุปออกมา ก็เห็นได้ชัดว่า มาร์บาสตัดสินใจถูกต้อง
ฝ่ายที่ราบนั้นพ่ายแพ้หลังจากที่ฝืนรุกไล่เข้าไป และโดนคอนซูลอลิซาเบธจัดทัพซุ่มโจมตี
ในขณะที่ทางด้านฝ่ายเป็นกลางนั้นยังได้ประโยชน์เล็กๆน้อยๆบ้าง จากทางเครือจักรภพโพลิช-ลิทัวร์เนีย
เหล่าปีศาจทั้งหลายตื่นเต้นพร้อมสรรเสริญกับการต่อสู้และความยิ่งใหญ่ของฝ่ายที่ราบ แต่พวกที่รู้จักมองภาพตามความเป็นจริงกลับสรรเสริญความรอบคอบถี่ถ้วนของมาร์บาส
– อุดมคติของฝ่ายที่ราบนั้นดีงาม และถูกต้องอยู่แล้ว ไม่ว่าปีศาจตนใดก็สมควรให้การสนับสนุนพวกเขา
– แต่อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะมาคุยกันเรื่องอุดมคติของผู้คน , สิ่งแรกที่พึงทำเป็นอย่างแรกๆคือ ควรที่จะวางรากฐานที่มั่นคงบนพื้นทวีปให้ได้เสียก่อน
ฝ่ายเป็นกลางเข้าใจเรื่องนั้นเป็นอย่างดี และพวกเขายังสามารถผสานอุดมคติเข้ากับความเป็นจริงได้ลงตัวอีกด้วย
นั่นเป็นความเห็นของปัญญาชนจากโลกปีศาจ
มีแม้กระทั่งพวกที่วิจารณ์ว่า ฝ่ายที่ราบเองก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้หรอกหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากการที่ฝ่ายเป็นกลางบุกเครือจักรภพ
แม้ผลที่ได้จะทำให้เกิดความขัดแย้งที่ดินแดนฉนวนของโพลิช-ลิทัวร์เนียก็ตามที แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นที่น่าพึงพอใจในมุมมองของฝ่ายเป็นกลาง
เหล่าสมาชิกในฝ่ายทั้งหลายต่างเชื่อมั่นและให้การสนับสนุนผู้นำของพวกเขาสุดใจ
มาร์บาสลูบถูเคราที่ขลิปจนสั้นของตน
“หากมันจำเป็นข้าคิดว่าพวกเราจะแพ้ก็ไม่เป็นไร ”
“ท่านว่าอย่างไรนะครับ?”
จอมมารตนหนึ่งเผลอทำเสียงสูงขึ้นเนื่องจากตกใจ
ไม่ใช่เพียงแค่เขาคนเดียว จอมมารฝ่ายเป็นกลางตนอื่นๆเองที่ฟังบทสนทนาอยู่ก็ตาเบิกกว้าง
“ท่านพูดอะไรน่ะครับ ,ท่านผู้บัญชาการ? ท่านกำลังจะบอกว่า เราควรยอมแพ้แล้วยกดินแดนที่พวกเราพยายามมาหลายต่อหลายปีอย่างนั้นหรือครับ ?”
“ข้าเข้าใจดีถึงความไม่พอใจที่ท่านมี แต่ถึงอย่างไรเสียท่านลืมไปแล้วอย่างนั้นหรือ ?”
มาร์บาสกวาดตามองไปหาทุกคน
“ทั้งหมดเป็นการให้ได้มาซึ่งเหตุในการเข้าร่วมสงคราม แผ่นดินแม้แต่น้อยหาได้มีความหมายไม่ เนื่องจากพวกเราได้บรรลุเป้าหมายเดิมของพวกเราแล้ว ”
“แต่……ถึงเราจะได้บรรลุจุดหมายนั้นแล้ว แต่พวกประชาชนแห่งโลกปีศาจจะไม่ตำหนิที่เรามาสูญเสียดินแดนเอาตอนนี้หรือครับ ?”
จอมมารตนอื่นๆต่างพยักหน้าด้วยความเห็นด้วย
ีมาร์บาสกลับส่ายหน้า
“ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เหล่าผู้คนในโลกปีศาจจะตำหนิฝ่ายที่ราบและฝ่ายภูเขา ”
“มันเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร?”
จอมมารตนนั้นถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ถามตรงๆ
“ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นหรือครับ ? ข้าปรารถนาจะให้ท่านไขความกระจ่างในสิ่งที่ท่านมองการณ์ไกลให้ข้าฟังด้วย,ท่านผู้บัญชาการ”
“ท่านก็เป็นผู้บอกเองก่อนหน้านี้แล้วมิใช่หรือ? สถานการณ์เมื่อก่อนกับตอนนี้มันผิดกัน ”
มาร์บาสปลดแว่นข้างเดียว(Monocle)ออกมาแล้วเช็ดเลนส์แว่นด้วยผ้าเช็ดหน้า
เขายังคงพูดต่อไปเนิบๆขณะที่ทำความสะอาดแว่น
“เมื่อตอนนั้นพวกเราเป็นภาคหน่วยที่แยกจากกัน
ต่อมา ความสำเร็จในการยึดชิงดินแดนก็เกิดขึ้นจากฝ่ายเป็นกลางมิใช่ กองทัพพันธมิตรเสี้ยวจันทราทั้งกองทัพ
แล้วสถานการณ์ตอนนี้ล่ะ ?
ณ ตอนนี้พวกเรากลายเป็นสมาชิกของจักรวรรดิฮับบวร์กที่ยิ่งใหญ่ ”
“อ้ออออ……!”
จอมมารหลายตนถึงกับเข้าใจในสิ่งที่มาร์บาสพูดออกมาในทันที
“ข้าเข้าใจแล้ว ถึงเราจะเสียดินแดนแห่งนี้ไป มันก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเราเลย !
แถมยังเป็นความรับผิดชอบจากส่วนกลางของจักรวรรดิฮับบวร์กเองที่เอาแต่นั่งเฉยๆโดยไม่ยอมส่งกำลังสนับสนุนมาให้!”
“หากระบุให้ชัดเจน มันเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายที่ราบและฝ่ายภูเขา ”
มาร์บาสสวมแว่นข้างเดียวกลับคืน
“ไม่เพียงแต่พวกเขาจะอิจฉาความสำเร็จอันได้มาอย่างยากเย็นของฝ่ายเป็นกลาง , หากแต่ยังไม่ยอมส่งกำลังสนับสนุนใดๆไปให้
ความมืดบอดในจิตใจที่เอาแต่คิดแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทำให้พวกเขาไม่มองที่เป้าหมายร่วมกัน
นั่นจะเป็นสิ่งที่สาธารณชนคนโลกปีศาจจะอนุมานว่าเป็นเช่นนั้น ”
“ข้าเข้าใจแล้ว…… ชนะในความพ่ายแพ้,อย่างนี้นี่เอง……?”
เหล่าจอมมารทั้งหลายได้แต่แสดงความนับถือออกมา
หลังจากได้ฟังคำอธิบายของมาร์บาส พวกเขาก็เริ่มมองไปที่แผนที่บนโต๊ะ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขาเอาแต่มองแผนที่ด้วยความคิดที่ว่า จะหาทางหยุดยั้งเครือจักรภพจากการบุกรุกคืบเข้ามาได้อย่างไร
แต่พอเป็นตอนนี้ กระบวนความคิดของพวกเขานั้นมันเปลี่ยนไปแล้ว
แล้วพวกเขาจะทำเป็นสู้ให้สุดกำลังอย่างไรดี เพราะสุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้เพราะขาดกำลังพลสนับสนุน ?
เป้าหมายของพวกเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
“……แทนที่จะใช้การปิดล้อมเต็มกำลัง , เราควรส่งทัพเล็กๆกระจายกำลังไปก่อกวนกองกำลังของเครือจักรภพแทน”
“อืมฮึ พวกเราควรจะย้ายพวกปีศาจที่พักอยู่ในบริเวณรอบข้างด้วย”
“ถูกเลย, ถูกต้องเลย…….การทำแบบนั้นจะสร้างความประทับใจให้ผู้คนเห็นได้เลยว่า พวกเรานั้นพยายามสู้อย่างถึงที่สุดแล้ว ”
บรรยากาศแปลกประหลาดแพร่กระจายไปทั่วกลุ่มจอมมาร
(TTL : บรรยากาศจอมมารล้มมวยก็มา!)
จากเดิมที่พวกเขาคิดว่า จะทนสู้ในศึกที่มีโอกาสชนะอันน้อยนิด กลับเปลี่ยนเป็นยอมแพ้สงครามโดยสูญเสียให้น้อยเพื่อได้รับชัยชนะในกลยุทธได้อย่างไรดี
แถมหากเทียบกับเป้าหมายก่อนหน้านี้ ยังมีโอกาสที่จะสำเร็จด้วยดีมากกว่าด้วยซ้ำ
“ดินแดนแห่งนี้เองก็ไม่ได้อุดมสมบูรณ์ใดอยู่แล้ว ผลประโยชน์ที่พวกเราจะพึงได้รับเทียบไม่ได้กับผลประโยชน์ทางการเมือง ”
“ข้าถึงกับตกใจเลย ท่านผู้บัญชาการ เหตุใดท่านจึงได้เพิ่งมาพูดกับพวกเราเอาตอนนี้ ?”
จอมมารทั้งหลายหันมามองมาร์บาสด้วยแววตาที่เจือความเศร้าอยู่หน่อยๆ
“ไม่อย่างนั้นพวกเราคงเตรียมการทุกอย่างไว้แล้ว หากท่านบอกพวกเราแต่แรก”
มาร์บาสครุ่นคิดกับตัวเองสักพัก
มันเป็นช่วงเวลาที่จอมมารทั้งหลาย ที่ต่างให้การนับถือมาร์บาสได้แต่แสดงความผิดหวังออกมา
มาร์บาสยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เริ่มประชุมกัน
“นั่นก็เพราะแผนนี้จะล้มเหลว ”
“……เอ๋?”
มาร์บาสหัวเราะคิกออกมาเบาๆ
ทุกคนถึงกับหน้าซีด เพราะมันดูเหมือนมาร์บาสเห็นว่า เรื่องนี้มันชวนขำจริงๆ
ประกาศแผนที่จะล้มเหลวออกมาแล้วหัวเราะตามหลังแบบนั้นยิ่งทำให้ทุกคนสับสน
“หากแผนนี้สำเร็จลุล่วง ฝ่ายเป็นกลางของพวกเราจะได้รับโอกาสในการได้ฐานเสียงของผู้คนในโลกปีศาจ
และนั่นก็จะเป็นการลดทอนความนิยมของฝ่ายที่ราบและฝ่ายภูเขาลง
สิ่งนี้เองที่จะเป็นโอกาสสำหรับพวกเราในการชี้นำทิศทางของจักรวรรดิ ”
“ใช่แล้วล่ะ , ดังนั้นเรื่องนั้นมันย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน …….”
“หากไม่มีใครแม้แต่คนเดียวในฝ่ายพวกนั้นล่วงรู้ถึงแผนการณ์ของพวกเรา ”
มาร์บาสขยิบตาเบาๆ
ราวกับเป็นการหยอกล้อทีเล่นทีจริงที่เหมาะเหม็งกับสีหน้าจริงจังของมาร์บาสอย่างไม่น่าเป็นไปได้
“จักรวรรดิพวกเรานั้นมีบุคคลหนึ่งที่จมูกไวเรื่องพวกนี้มาก
จึงไม่มีทางหรอกที่บุคคลนั้นจะจับ ‘กลิ่นนี้’ ไม่ได้
คนๆนั้นก็จะวางแผนและทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่า พวกเราจะต้องชนะ ”
“ท่านผู้บัญชาการ …….”
จอมมารตนหนึ่งถึงกับตะลึงงังจนต้องถามกลับไป
“แม้แต่พวกเราที่อยู่แนวหน้ากับท่าน ยังคิดไม่ถึงเลย
พวกเราไม่ได้ทันทำอะไรทั้งนั้นก็เพราะท่านยังไม่เปิดเผยอะไรแก่พวกเราเลยครับ ท่านผู้บัญชาการ
แล้วใครมันจะรู้เห็นทะลุถึงแผนที่พวกเราไม่เคยคาดคิดหรือลงมือทำได้?”
“มันยังมีบุคคลบางคนบนโลกนี้ ที่สัญชาตญาณตามรอยเรื่องพวกนี้เก่งอยู่นะ ,เพอร์สัน ”
มาร์บาสดูจะพออกพอใจ
“หากเราไม่มองสงครามด้วยมุมมองที่ว่า จะชนะหรือแพ้ แต่กลับมองด้วยสายตาทางการเมืองล้วนๆ
ไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญหรือเจตนา ก็ยังมีคนที่สามารถมองแบบนั้นได้อยู่
ตัวข้าเองก็เป็นตัวอย่างคนหนึ่งแล้วถูกไหม?”
“แต่…….”
ณ ตอนนั้นเองที่พลส่งข่าวกลับมาที่ค่ายทหาร
จอมมารทุกตนต่างหันไปมองที่พลส่งข่าว
อีกฝ่ายพอถูกสายตามากมายจับจ้องก็รู้สึกอึดอัดและคุกเข่าลง
“ฝ่าบาท, พวกเราได้รับรายงาน ”
“พูดต่อไป”
“มีทูตมาจากเมืองหลวง ตอนนี้กำลังรอเข้าพบฝ่าบาทอยู่ครับ ”
มาร์บาสพยักหน้า
“บอกให้พวกเขาเข้ามาได้ ”
“……รับทราบครับ ”
พลส่งข่าวลังเลชั่วครู่ก่อนจะตอบรับ
ตามปรกติแล้ว ไม่ว่าใครก็ต้องสอบสวนไต่ถามก่อนว่า ใครเป็นผู้ส่งทูตมา และส่งมาด้วยจุดประสงค์อะไร
พลส่งข่าวถูกฝึกมาให้ตอบคำถามมากมายก่ายกองเหล่านั้น
แต่พอทูตได้รับอนุญาตให้เข้าพบได้โดยง่ายก็ทำให้เขาประหลาดใจ
มาร์บาสหัวเราะเบาๆ หลังจากพลส่งข่าวออกไป
“พูดถึงผี ผีก็มา”
“หรือที่เมืองหลวงส่งทูตมาก็เพราะพวกเขารู้แผนการณ์ของท่านผู้บัญชาการ ?”
แม้มาร์บาสจะไม่ตอบกลับไป แต่ความเงียบนั้นเป็นการยืนยันคำตอบได้เป็นอย่างดี
จอมมารตนอื่นๆยังลังเล แต่พวกเขาที่อยู่รายล้อมมาร์บาสต่างคิดตรงกันว่า มาร์บาสกำลังรอแขกของเขามาถึงอยู่
ไม่นานเท่าใดนัก บุคคลหนึ่งก็ดันม่านออกและเข้ามาที่ค่าย
ชายผู้แต่งกายโทนดำมองไปรอบๆห้องก่อนจะหันหน้ามาหามาร์บาส
การทำความเข้าใจสถานการณ์ก่อนสิ่งใด กลายเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของชายคนนั้นไปเสียแล้ว
ไม่ว่าจะตอนนี้หรือก่อนหน้า เขาก็เป็นเช่นนี้เสมอ
มาร์บาสยิ้มออกมาทันทีที่เห็นนิสัยเดิมๆของชายคนนั้น และได้ทำการต้อนรับอย่างอบอุ่น
“อะไรที่ทำพาท่านมายังดินแดนไกลปืนเที่ยงเช่นนี้กัน ,ท่านอัยการแห่งจักรวรรดิ ?”
“ไกลปืนเที่ยง? ล้อข้าเล่นแน่ๆ ”
ชายผู้อยู่ในชุดโทนดำ , ดันทาเลี่ยน ยิ้มสดใสยามที่เข้ามาประชิดตัว
“ณ ตอนนี้ข้ากำลังเข้าพบ ศูนย์กลางของจักรวรรดิ ”
Comments